Pages

Showing posts with label การส่งเสริม. Show all posts
Showing posts with label การส่งเสริม. Show all posts

Tuesday, September 29, 2020

หนุนศูนย์กลางการแพทย์ - ไทยรัฐ

sisikbiri.blogspot.com

น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอจะเสนอมาตรการรักษาฐานการลงทุนเดิม และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ๆเพื่อช่วยรักษาระดับการจ้างงาน ฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในเดือน ต.ค.นี้

โดยจะออกมาตรการกระตุ้นให้บริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอให้รักษาการจ้างงานเอาไว้ โดยจะเป็นการเชื่อมโยงค่าใช้จ่ายกับการจ้างงานซึ่งขณะนี้มีหลายๆมาตรการที่บีโอไอจะนำเสนอให้บอร์ดบีโอไอพิจารณา รวมทั้งขยายอายุมาตรการ “ไทยแลนด์พลัส” ซึ่งเป็นแพ็กเกจให้สิทธิพิเศษทางภาษีเพื่อการลงทุนซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ออกไปอีก

นอกจากนี้ บีโอไอ จะเสนอให้มีการเพิ่มประเภทกิจการที่เกี่ยวกับการวิจัยทางคลินิก เพื่อตอบสนองงานวิจัย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์, การเพิ่มสาขาการส่งเสริมในกลุ่มอุตสาหกรรม BCG (Bio, Circular, Green) หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่อาศัยเทคโนโลยีชีวภาพในการผลิตสินค้าอาทิ เคมีภัณฑ์อาหาร ยา อาหารสัตว์ เป็นต้น โดยเฉพาะในกลุ่มสาขาที่มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร นำมาทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจาก วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เป็นต้น

“โควิด-19 ทำให้อุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด บีโอไอจึงเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ โดยในปีนี้ มีผู้มายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ถึง 45 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 13,000 ล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดดเพียงปีเดียว”

นอกจากนี้บีโอไอ ยังจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งบีโอไอจะเดินหน้าต่อในเรื่องของการปรับ ปรุงประสิทธิภาพการผลิตโดยระบบอัตโนมัติที่ขณะนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับบีโอไอ ได้มีการติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นบีโอไอ กำลังพิจารณาให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการเพิ่มเติมสำหรับผู้ ที่นำระบบดิจิทัลมาปรับปรุงในกระบวนการผลิต.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 30, 2020 at 08:33AM
https://ift.tt/33emVPZ

หนุนศูนย์กลางการแพทย์ - ไทยรัฐ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Monday, September 28, 2020

โชว์ผลงาน "โครงการนาแปลงใหญ่" หนุนเกษตรกรรวมกลุ่ม ลดต้นทุนการผลิตข้าว - สยามรัฐ

sisikbiri.blogspot.com

การส่งเสริมเกษตรกรแบบแปลงใหญ่ โดยกรมการข้าว เพื่อช่วยพี่น้องเกษตรกรลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตและเกษตรกรได้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นจากการปรับเปลี่ยนมารวมกลุ่มกันให้เป็นระบบแบบแปลงใหญ่รวมถึงทั้งเรื่องการบริหารจัดการอย่างเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น มารวมกลุ่มกัน เกี่ยวกับเรื่องของผลการผลิตการดำเนินงานของสำนักส่งเสริมการผลิตข้าวในโครงการนาแปลงใหญ่เริ่มต้นในเรื่องของดำเนินโครงการนี้มาตั้งแต่ ปี 2559

น.ส.ดารณี สุวรรณโพธิ์ศรี รักษาการผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า ในส่วนของสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว ทางกรมการข้าว ได้รับมอบหมายให้ดูแลในเรื่องของโครงการนาแปลงใหญ่มาตั้งแต่ ปี 2559 ต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปีปัจจุบัน ซึ่งในระยะที่ผ่านมามีจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมมากขึ้นทุกปีจะเห็นได้ว่าใน ปี 2559 มีจำนวนแปลงที่ดำเนินการคือ 348 แปลง โดยประมาณ ปี 2560 มีถึง 800 แปลง ปี 2561 ใกล้เคียงลดลงมาจากงบประมาณถูกปรับลด อยู่ที่ 730 แปลง ในปี 2562 คือ 840 แปลง โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่ามีคนที่สนใจเข้าร่วมโครงการเป็นอย่างมาก จำนวนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันในเรื่องของพื้นที่ดำเนินการ มากขึ้นตามจำนวนแปลงที่มากขึ้นทุกปี โดยภาพรวมแล้วตั้งแต่ ปี 2559-2562 มีจำนวนแปลงที่ร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 2,741 แปลง จะเห็นว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างที่มากพอสมควร

จากการดำเนินการในทุกปีทางกรมการข้าว จะมีหน่วยที่ประเมินผลโดยกรมการข้าว ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะเห็นได้เลยว่าในเรื่องประเด็นของการลดต้นทุนการผลิต จะเห็นว่ามีปัจจัยการผลิตในการใช้ปัจจัยการผลิตลดลงจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่ถูกต้องเหมาะสม ใช้ปุ๋ยเป็นประเด็นที่ค่าต้นทุนสูงมาก ค่าใช้จ่ายลดลงได้ การใช้สารเคมีปรับเปลี่ยนมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมีชีวภาพแทน ทำให้ต้นทุนการผลิตลดได้มาก พอสมควรทางกรมการข้าวพยายามสร้างมาตรฐานให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทำเป็นขั้นตอนมาปีแรกๆ ยอมรับมีความยาก มีความยากในแง่ของความเข้าใจการปรับตัวของเกษตรกร ต้องปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆ ปีที่ผ่านมาเริ่มดีขึ้นๆ แล้วจะเห็นสถิติเรื่องของต้นทุนกับผลผลิตเริ่มไปในทิศทางที่ดีขึ้น

สำหรับเรื่องของการร่วมมือบูรณาการ จะเห็นว่าหน่วยงานที่กรมการข้าวร่วมมือกัน จะเห็นว่าต่อเนื่องกันมาทุกปี เพราะฉะนั้นความเข้าใจเรื่องลักษณะของการทำงานแบบบูรณาการ มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เราจะต้องเริ่มกันตั้งแต่ เริ่มวางแผนการผลิตเข้าไปทำความเข้าใจกับเกษตรกร วางแผนแล้วมีการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานตั้งแต่เริ่มต้น ถึงปีงบประมาณใหม่ ต้องมีการพูดคุยกันในพื้นที่และก็สอบถามความต้องการคือทุกส่วนเองมีส่วนร่วมหมด

น.ส.ดารณี กล่าวอีกว่า ในการประเมินกรมการข้าว มองถึงความพึงพอใจด้วยเพราะว่าเกษตรกรคือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้รับบริการจากกรมการข้าว ว่าสิ่งที่เราไปส่งเสริมไปพัฒนาให้เกษตรกร เกษตรกรมีความพึ่งพอใจในประเด็นต่างๆ มากน้อยแค่ไหน ในเรื่องของการดำเนินการโครงการจากที่ประเมินสถิติ ประเด็นของการเรื่องที่ว่ามีลายหน่วยงานเข้ามาร่วมดำเนินการ มาให้ทั้งองค์ความรู้ มาให้ทั้งปัจจัยการผลิตเครื่องมือเครื่องจักรกลการเกษตรมีให้บริการในเรื่องของนาแปลงใหญ่ เพราะฉะนั้นเกิดการร่วมกลุ่ม เริ่มเป็นรูปประธรรมมากยิ่งขึ้น แล้วมีคณะทำงานของกลุ่มเองที่กลุ่มนาแปลงใหญ่แต่ละกลุ่มจะมีคณะทำงานของมีความชัดเจนในการขับเคลื่อนโครงการมากยิ่งขึ้น ส่วนนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในเรื่องของลักษณะของบูรณาการ

Let's block ads! (Why?)


September 29, 2020 at 01:24AM
https://ift.tt/3cCGIfb

โชว์ผลงาน "โครงการนาแปลงใหญ่" หนุนเกษตรกรรวมกลุ่ม ลดต้นทุนการผลิตข้าว - สยามรัฐ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

"เศรษฐพงค์" ปิ๊งไอเดีย หนุน นร.สร้างดาวเทียม เตรียมพร้อมด้านอวกาศ - ไทยรัฐ

sisikbiri.blogspot.com

"เศรษฐพงค์" ส่งเสริมนักเรียนเข้าค่ายเรียนรู้สร้างดาวเทียม Cubesat-Smallsat ชี้เป็นการสร้างบุคคลากร เตรียมพร้อมอุตสาหกรรมอวกาศ เสริมสร้าง ศก.ให้แข็งแกร่งในอนาคต ช่วยต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีอื่นๆ

เมื่อวันที่ 29 ก.ย.63 พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงแนวคิดการส่งเสริมให้นักเรียนไทยสร้างดาวเทียมขนาดเล็ก Cubesat และ Smallsat ว่า ตรงนี้เป็นการต่อยอดเชื่อมโยงจากแนวคิดที่ต้องการให้ประเทศไทยมี Spcae port หรือ ท่าอวกาศยาน ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนที่สนใจ หรือนักเรียนในต่างจังหวัดที่ห่างไกล ได้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ด้านอวกาศ เป็นการเตรียมและสร้างบุคลากรด้านอวกาศให้กับประเทศได้ หากประเทศไทยเราสร้างได้ โดยเริ่มที่มัธยมได้ ตรงกับการศึกษาแบบ STEM (Science Technology Engineering and Mathematics Education:STEM Education) เป็นการศึกษาที่บูรณาการศาสตร์ด้านต่างๆ ให้เด็กสร้างโปรเจค มีตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น โครงการของ Irvine01 เป็นการแสดงความร่วมมือของโรงเรียนมัธยมปลายในอเมริกา เพื่อทำโปรเจคนี้และโครงการ FossaSat ที่นิวซีแลนด์ ดำเนินการริเริ่มด้วยเด็กอายุ 16 ปี เป็นการยิงดาวเทียมขึ้นไปในวงโคจร ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชน เป็นต้น 

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวต่อว่า การออกแบบดาวเทียมมีหลายอย่างที่ต้องทำ เด็กก็จะได้ทักษะ อยากให้เด็กได้เข้ามาร่วมโครงการ โดยเฉพาะผู้ที่มีโอกาสน้อย เพราะการสร้างดาวเทียมนั้น ไม่ใช่ทำคนเดียวได้ ต้องมีหลายภาคส่วน เด็กต้องรู้จักการทำงานร่วมกันได้ การเอาเด็กที่มีความหลากหลายมาร่วมทำโปรเจคถือเป็นการฝึกทักษะ การเรียนรู้การทำงาน และถือเป็นการสร้างบุคคลากรด้านอวกาศให้กับประเทศ ซึ่งในขณะนี้มี โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนที่กำลังทำโครงการนี้อยู่ ซึ่งหากเราสร้างโครงการเหล่านี้ขึ้นมาเรื่อย จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กรุ่นใหม่ ที่จะสามารถพัฒนาไปสู่บุคคลากรที่สำคัญ หากในอนาคตเรามีการสร้าง Spcae port ขึ้นในประเทศไทย เราก็จะมีบุคคลกรที่สามารถทำงานตรงนี้ได้

"รัฐบาลควรที่จะส่งเสริมหรือลงทุนเรื่องนี้ แม้อาจจะมองว่าเป็นความฝัน แต่ก็ถือเป็นความหวัง ที่เราจะสร้างบุคคลากรใหม่ๆขึ้นมา เพราะในอนาคตเรื่องกิจการอวกาศ เป็นเรื่องที่ทั่วโลกกำลังลงมือทำ และพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอวกาศ ดังนั้นหากเรามีการเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้  จะเป็นการสร้างความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอวกาศ ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปสู่ด้านอื่นๆได้อีกหลายอย่าง ถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่เราควรเตรียมความพร้อมให้เกิดขึ้นได้จริงในอนาคต" พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าว

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 29, 2020 at 06:06AM
https://ift.tt/3jdhwhN

"เศรษฐพงค์" ปิ๊งไอเดีย หนุน นร.สร้างดาวเทียม เตรียมพร้อมด้านอวกาศ - ไทยรัฐ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Sunday, September 27, 2020

เร่งเปิดทาง SMEs แจมเค้กจัดซื้อจัดจ้าง - ประชาชาติธุรกิจ

sisikbiri.blogspot.com
บทบรรณาธิการ

หลังผลักดันมานาน 1 กันยายน 2563 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อม (SMEs) สามารถเข้าถึงการประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งแต่ละปีมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท

สาระสำคัญกำหนดให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ผลิตในประเทศจาก SMEs ไม่น้อยกว่า 30% จาก SMEs ที่ขึ้นทะเบียนรายชื่อ และรายการพัสดุไว้กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกรณีประกวดราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์ หาก SMEs เสนอราคาสูงกว่าราคาต่ำสุดของผู้เสนอราคารายอื่นไม่เกิน 10% ให้ซื้อจาก SMEs แทน

เป็นมาตรการช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการตัวเล็ก ให้สามารถแข่งขันเสนอราคากับผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมีความได้เปรียบทั้งในแง่ต้นทุน อำนาจต่อรอง คอนเน็กชั่น ฯลฯ จากที่ผ่านมาไม่สามารถฝ่าด่านประมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์เงื่อนไขเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการรายใหญ่มากกว่า

วงเงินงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างมูลค่ามหาศาลแต่ละปีจึงมีแต่รายใหญ่ได้แจมเค้ก อย่างปีงบประมาณ 2563 งบฯจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐสูงถึง 8.05 แสนล้านบาท จำนวนโครงการจัดซื้อจัดจ้าง 2.95 ล้านโครงการ มูลค่าโครงการรวม 7.15 แสนล้านบาท ซึ่ง ณ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการใช้งบฯจัดซื้อจัดจ้าง 1.48 แสนล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 1.31 แสนล้านบาท

แม้ล่าสุด ครม.จะเห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าวที่กรมบัญชีกลางเสนอแล้ว แต่กว่าอานิสงส์จะตกถึง SMEs ยังมีขั้นตอนกระบวนการต้องดำเนินการเพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ ขณะเดียวกันก็ต้องรอดูนโยบายของ รมว.คลังคนใหม่ ที่ยังไม่ประกาศแต่งตั้ง เท่ากับยังต้องรอให้มาตรการนี้มีผลในทางปฏิบัติ

หากทำได้จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย นอกเหนือจากการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ รวมทั้งมาตรการพักหนี้ที่ใกล้จะสิ้นสุด ที่ SMEs ส่วนใหญ่จากที่มีทั้งหมดเกือบ 3 ล้านรายยังเข้าไม่ถึง อย่างไรก็ตาม หากการปลดล็อก เปิดช่องให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยมีสิทธิ์แจมเค้กจัดซื้อจัดจ้างรัฐเป็นจริงโดยเร็ว จะช่วยผ่อนคลายบรรเทาปัญหา ทำให้ SMEs ที่ถูกกระทบรุนแรงพลิกกลับมาฟื้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมใจกันสนองนโยบาย และตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนสินค้าของ SMEs ให้เม็ดเงินจัดซื้อจัดจ้างหลายแสนล้านกระจายสู่คนตัวเล็ก ปลุกเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจในภาพรวมให้ฟื้นจากวิกฤต

Let's block ads! (Why?)


September 28, 2020 at 07:30AM
https://ift.tt/3mTsBXs

เร่งเปิดทาง SMEs แจมเค้กจัดซื้อจัดจ้าง - ประชาชาติธุรกิจ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Friday, September 25, 2020

MADE IN THAILAND วาระแห่งชาติTHAI FIRST พยุงเศรษฐกิจไทย - ผู้จัดการออนไลน์

sisikbiri.blogspot.com

 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) [ภาพซ้าย] | อุตสาหกรรมเหล็กคือเรือธงในการส่งเสริมสินค้า Made in Thailand
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - “โครงการ Made in Thailand” ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน หันมาให้การสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พยายามขับเคลื่อนมาตั้งแต่ราวๆ ปี 2558

สาระสำคัญของข้อเสนอสนับสนุนสินค้า Made in Thailand เป็น  “วาระแห่งชาติ” ต้องการยกระดับเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้ง สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าไทยแบบยั่งยืนในอนาคต

การสนับสนุนสินค้าไทย Made in Thailand เป็นวาระแห่งชาติ มีความคืบหน้าตามลำดับ ที่ผ่านมา ส.อ.ท. มอบหมายให้  “ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อความเป็นเลิศ (ไออีซี)” ทำหน้าเป็นศูนย์ประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าไทย พัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลคุณลักษณะสินค้า ร่วมกับกรมบัญชีกลาง ทำหน้าที่ส่งเสริมการเชื่อมโยงข้อมูลฐานข้อมูลกลางสินค้าแห่งชาติ (National Product Catalog) กับข้อมูลคลังสินค้า E - Catalog ภายใต้ระบบ E - Market ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบการจัดซื้อหลักของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดของประเทศ

ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่ามีผู้ผลิตในประเทศไทยรายใดบ้าง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกในการเลือกสินค้าของหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งช่วยส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสในการจัดซื้อ รวมถึงลดการนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดของผู้ผลิตในประเทศ

 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่าประเทศไทยต้องเน้นการพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศจึงต้องเร่งโครงการ Made in Thailand โดยเร็ว เพื่อให้มีการจัดซื้อจัดจ้างใช้สินค้าไทย สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สามารถขายสินค้าได้ราคาสูงกว่าไม่เกิน 10% เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลก ยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 สาหัส เห็นได้จากตัวเลขภาคการส่งออกของไทย 7 เดือน (ม.ค. – ก.ค.) ยังติดลบ 7.72% ทั้งปีนี้ โดย กกร. ประเมินว่าจะติดลบ 10 - 12 %

ทั้งนี้ ส.อ.ท. จัดทำข้อเสนอเพื่อขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อช่วยลดผลกระทบจากโควิด-19 โดยศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากากรระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) หรือ ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งแท่นเป็นประธาน จะมีการพิจารณาในช่วงปลายเดือน ก.ย. 2563

ประกอบด้วย 1. สนับสนุนสินค้า Made in Thailand เป็นวาระแห่งชาติ 2. ยืดการชำระเงินกู้ออกไปอีก2ปี (2564 - 2565) โดยพักชำระเงินต้นจนถึงเดือน ธ.ค. 2565 สำหรับชำระดอกเบี้ยให้จ่ายเพียงบางส่วน โดยในช่วง 6 เดือนแรก (พ.ย.2563 - เม.ย.2564) ชำระ 10% ของดอกเบี้ยรายเดือนที่เกิดขึ้น

3.ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่ เอสเอ็มอี ปีภาษี 2563 - 2565 โดยจะต้องเข้าระบบ E - Filling 4.การกระตุ้นและช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาคต มอก. การขอใบอนุญาตโรงงาน, ค่าใช้จ่ายในการตรวจรับและรับรองมาตรฐาน, ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือเพื่อการวิจัยและพัฒนา และการซื้อสินค้าฉลากเขียว มาหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายดังกล่าว และค่าใช้จ่ายในส่วนที่เหลือสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า เป็นระยะเวฃา 1 ปี

5. ยกเว้นค่าปรับร้อยละ20 ของภาษีที่ขาดการยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ที่ประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 คลาดเคลื่อนเกินร้อยละ 25 เนื่องจากผลกระทบโควิด-19 6.สามารหักค่าใช่จ่ายภาษีนิติบุคคลได้ 2 เท่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจาการอบรม หรือ Outing ของบริษัท เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ

7. ขยายเวลาผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกไปอีก 2 ปี โดยยังคงให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินลงทุนเดิมไว้ เนื่องจากสถานการณ์ โควิด-19

8. ขยายระยะเวลาสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยร้อยละ 62 จนถึงวันที่ 31ธ.ค. 2563 และ 9. ลดค่าจดจำนองและค่าโอนที่ดินเหลือร้อยละ 0.01 เฉพาะปี 2563 เพื่อลดค่าใช้จ่ายภาคธุรกิจในการขอเงินกู้ โดยได้ในวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท

สำหรับประเด็นการสนับสนุนสินค้า Made in Thailand เป็นวาระแห่งชาติ แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ประเดิมด้วย “ภาคอุตสาหกรรมเหล็ก” โดยกระทรวงอุตสาหกรรมรับลูก ส.อ.ท. เร่งเครื่องผลักดันให้กรมบัญชีกลางพิจารณาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐในส่วนของงานโยธา เช่น โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นต้น จัดทำหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างจะต้องใช้สินค้าที่ภาคอุตสาหกรรมไทยผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ประกอบกับนโยบาย “Thai First ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน”ของ “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม

ล่าสุด รัฐบาลขานรับข้อเสนอของ ส.อ.ท โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเน้นผลิตภัณฑ์ในประเทศเป็นหลัก หรือ Made in Thailand เรื่องร่างกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริม หรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …ในหมวดส่งเสริมพัสดุที่ผลิตในประเทศ เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา

สาระสำคัญ กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุจากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยใช้เงินงบประมาณไม่น้อยกว่า 30% ในการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุจากเอสเอ็มอีที่ได้ขึ้นบัญชีรายการพัสดุและรายชื่อไว้กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รวมทั้ง หากประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์แล้ว พบว่าผู้เสนอราคาที่เป็นเอสเอ็มอีเสนอราคาสูงกว่าราคาต่ำสุดของผู้เสนอราคารายอื่นไม่เกินกว่า 10% ให้เลือกเอสเอ็มอื่นแทน

พร้อมกับกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์ของร้านค้าสหกรณ์ หรือสถาบันเกษตรกรที่กระทรวงเกษตรฯ รับรอง และกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 60% ของพัสดุที่จะใช้ โดยเฉพาะงานก่อสร้างให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศก่อนและต้องไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าหรือปริมาณเหล็กทั้งหมดที่ใช้

และหากการจัดซื้อจัดจ้างพบว่าผู้เสนอราคาต่ำสุดเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ขณะที่ผู้เสนอราคาที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยเสนอราคาสูงกว่ารายของต่างชาติไม่เกิน 3% ให้พิจารณาเลือกผู้ประกอบการของไทย

 นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าการขับเคลื่อนส่งเสริมสินค้า Made in Thailand ของรัฐบาล หากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ยึดปฏิบัติกันอย่างจริงจัง จะช่วยอุตสาหกรรมภายในประเทศในภาพรวมสามารถฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากผลกระทบโควิด-19 แม้ว่าต้นทุนของการใช้พัสดุที่ผลิตภายในประเทศสูงกว่า แต่ในภาพรวมของการจ้างงานและการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศไทย ย่อมให้ผลเชิงบวกต่อเนื่องมากกว่า

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมเหล็กในอาเซียน แต่เผชิญวิกฤตเหล็กทุ่มตลาดจากต่างชาติปริมาณมาก ที่ผ่านมาพึ่งพิงการนำเข้าสินค้าเหล็กมากถึ 2 ใน 3 ของการบริโภคเหล็กของประเทศ ดังนั้น หากต้องพึ่งพาเหล็กนำเข้ามากขึ้น ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน และความมั่นคงแห่งชาติ

อ้างอิงข้อมูลโครงการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคม 44 โครงการ มีการประเมินจากผู้ผลิตสินค้าเหล็กในประเทศ สามารถใช้สินค้าเหล็กในประเทศได้เป็นมูลค่าถึงประมาณ 110,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานทั้งทางตรง และทางอ้อมกว่า 139,000 คน และช่วยให้ GDP ของประเทศปรับตัวดีขึ้น


 การส่งเสริมสินค้า Made in Thailand ประเดิมอุตสาหกรรมเหล็ก หากรัฐมีการต่อยอดในอุตสากรรมอื่นๆ ต่อไป เชื่อได้ว่าจะขับเคลื่อนประเทศให้รอดพ้นวิกฤตทางศรษฐกิจที่ทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ 

Let's block ads! (Why?)


September 26, 2020 at 06:11AM
https://ift.tt/3cuo7BU

MADE IN THAILAND วาระแห่งชาติTHAI FIRST พยุงเศรษฐกิจไทย - ผู้จัดการออนไลน์
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Wednesday, September 23, 2020

ASIAN ร่วมงานสัมมนาและรับประกาศนียบัตร โครงการขยายผลการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร - efinanceThai

sisikbiri.blogspot.com

      คุณวรัญรัชต์ อัสสานุพงศ์ (ซ้าย) ผู้จัดการฝ่ายการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN รับมอบประกาศนียบัตรจากคุณจตุพร บุรุษพัฒน์ (ขวา) ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในโครงการ “ร้อยดวงใจ ร่วมใจลดโลกร้อน (คาร์บอนฟุตพริ้นต์) ซึ่งจัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

      โดย ASIAN นำโรงงานเข้าร่วมโรงงานนำร่อง “โครงการขยายผลการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในโครงการภาคอุตสาหกรรมระยะที่ 9” จำนวน 3 โรงงาน ได้แก่ บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท เอเชี่ยน ฟีด จำกัด พร้อมเข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นต์ขององค์กรร่วมกับอีก 3 บริษัทภาคเอกชน ณ โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดย ASIAN ตะหนักเป็นอย่างดีในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการรักษาสิ่งแวดล้อม

Let's block ads! (Why?)


September 21, 2020 at 01:39PM
https://ift.tt/2RJXXS3

ASIAN ร่วมงานสัมมนาและรับประกาศนียบัตร โครงการขยายผลการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร - efinanceThai
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Tuesday, September 22, 2020

ดีป้า เดินหน้าตั้งมหาวิทยาลัย โดรน-เอไอ พัฒนาคนพันธุ์ดิจิทัล - ผู้จัดการออนไลน์

sisikbiri.blogspot.com


ดีป้า เปิดแผนงานปีที่ 4 เดินหน้าสร้างคนดิจิทัล ตั้งมหาวิทยาลัย โดรน-เอไอ ตอบโจทย์ความต้องการตลาด พร้อมเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง ชี้ 3 ปีที่ผ่านมาสร้างผลงานไม่เหมือนใคร

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ดีป้า กำลังเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 4 ซึ่งแผนการดำเนินงานจะยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและนำพาประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านกลไกส่งเสริมและสนับสนุนที่ถูกพัฒนาขึ้น และคงความเป็นแถวหน้าที่พร้อมทำในสิ่งที่ผู้อื่นยังไม่ริเริ่มดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านมหาวิทยาลัยสู่ยุคดิจิทัล โดยการจัดตั้ง Drone University เพื่อพัฒนาคนให้รู้จักนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ประกอบวิชาชีพ

การจัดตั้ง AI University โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทักษะ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อผลิตบุคลากรตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม การผลักดันเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ดิจิทัลและไอโอทีในชื่อ dSURE การสร้างแพลตฟอร์มไทยเพื่อคนไทย (National Platform for All) การนำเทคโนโลยี 5G มาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนา Tech Hunting รวมถึง Big Data พร้อมสานต่อการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

“ดีป้า จะคงความเป็นแถวหน้าด้านการส่งเสริมและพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ตามแนวคิด ‘Premier’ ที่พร้อมทำงานเชิงรุก เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนคิดเป็น ทำเป็น และทำได้ อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดีป้า ทำงานสอดประสานกันเป็น “ทีม” โดยมี Think Tank ที่ดำเนินการวิเคราะห์แผนระดับชาติถึงแผนส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล การเสนอกฎหมายที่เอื้อต่อระบบนิเวศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งกำหนดกลยุทธ์และกลไกสำคัญที่ส่งผลให้การดำเนินงานของ ดีป้า เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากำลังคนสู่ยุคดิจิทัล การยกระดับภาคเศรษฐกิจสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ การขับเคลื่อนชุมชนสู่สังคมดิจิทัล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับเครือข่ายระดับนานาชาติ

ดีป้า มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” สู่การเป็น “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ของประเทศ โดยการส่งเสริมให้เยาวชนไทยเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ พร้อมเพิ่มทักษะความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (นิวสกิล) ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้าน Coding ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง codingthailand.org และส่งผ่านองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) แก่นักศึกษาจบใหม่ ผู้ว่างงาน รวมถึงผู้ที่ต้องการอัพสกิล-รีสกิลตนเองสู่การเป็นกำลังคนดิจิทัล ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ อีกทั้งมีความพร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป

ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ “ชุมชน” สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลไปแล้ว 177 ชุมชน โดยสามารถยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้วมากกว่า 137 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านการเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีการผลิตและแปรรูป โดรนเพื่อการเกษตร แอปพลิเคชันสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจให้กับวิสาหกิจชุมชน เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต และเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ด้านการขับเคลื่อนชุมชนสู่สังคมดิจิทัล

ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านการยกระดับภาคเศรษฐกิจสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ ดีป้า โดยสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้นรับบทเป็น “ทีมลงทุนร่วมสร้าง” สร้างระบบนิเวศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการดิจิทัลได้พบกัน อีกทั้งร่วมลงทุนและหาตลาดภาครัฐและภาคเอกชนสำหรับผู้ให้บริการ โดยที่ผ่านมา ดีป้า ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนดิจิทัลสตาร์ทอัปสัญชาติไทยไปแล้ว 98 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6,890 ล้านบาทพร้อมเดินหน้าผลักดันดิจิทัลสตาร์ทอัปไทยสู่ระดับสากล อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมดิจิทัลสตาร์ทอัปไทยเข้าสู่ระดับ Series A แล้ว 4 ราย และมีแผนที่จะสนับสนุนให้เกิด “ยูนิคอร์น” สัญชาติไทยให้ได้ในที่สุด

พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังสร้างมาตรฐานที่ยั่งยืน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ใช้บริการ ทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ร้านค้าหาบเร่ แผงลอย ตลาดสด และเกษตรกร สามารถเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ด้วยกลไกต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลไปแล้ว6,407 ราย สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับปีนี้ที่ 4,000 ราย

นายณัฐพล กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ อีกทั้งดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น ดีป้า จึงเร่งยกระดับพื้นที่ที่มีความพร้อมจากทั่วประเทศสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ตามเกณฑ์ประเมินมาตรฐาน ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทยกระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชน รวมถึงการมีส่วนรวมของประชาชนในพื้นที่ในการวิเคราะห์และเฟ้นหาบริการที่เหมาะสมจากเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัป ก่อนนำมาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมามีการประกาศเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะแล้ว 40 เมือง และตั้งเป้าที่จะพัฒนาเมืองอัจฉริยะประเทศไทย จำนวน 100 เมืองภายในปี 2565

Let's block ads! (Why?)


September 23, 2020 at 08:15AM
https://ift.tt/32YR0TL

ดีป้า เดินหน้าตั้งมหาวิทยาลัย โดรน-เอไอ พัฒนาคนพันธุ์ดิจิทัล - ผู้จัดการออนไลน์
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Monday, September 21, 2020

"ส.ส.เพชรภูมิ" จัดสัมมนาส่งเสริม “ธนาคารน้ำใต้ดิน-พลังงานทดแทน-เชื้อเพลิงชีวมวล” - ผู้จัดการออนไลน์

sisikbiri.blogspot.com

เพชรภูมิ อาภรรัตน์
"ส.ส.เพชรภูมิ" กำแพงเพชร เขต 2 พปชร. จัดสัมมนาการส่งเสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการพลังงาน มุ่งส่งเสริมธนาคารน้ำใต้ดิน-พลังงานทดแทน-เชื้อเพลิงชีวมวล

เมื่อวันที่ 20 ก.ย.63 นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ส.ส. กำแพงเพชร เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะโฆษกและกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง "การส่งเสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการพลังงาน" โดยมีภาคเอกชน, ข้าราชการ, องค์กรปกครองท้องถิ่น, กำนันผู้ใหญ่บ้าน, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.), โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.), คณะครูอาจารย์ และนักเรียน เข้าการสัมมนา ที่หอประชุมโรงเรียนพรานกระต่ายพิทยาคม อ.พรานกระต่าย และหอประชุมเทศบาลลานกระบือ อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร

นายเพชรภูมิ กล่าวว่า การสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการใช้พลังงานให้เกิดความคุ้มค่า ทั้งนี้ จะมุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการพลังงานใน 3 ด้าน ประกอบไปด้วย ธนาคารน้ำใต้ดิน พลังงานทดแทนกับทางเลือกใหม่ และการจัดการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลในการผลิตไฟฟ้า

ในโอกาสนี้ ยังได้รับเกียรติจากนายไฉน อำไพริน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วังหามแห, สำนักงานพลังงานจังหวัดกำแพงเพชร และบริษัท สหกรีน ฟอเรสท์ จำกัด ร่วมมาบรรยายในการสัมมนาครั้งนี้ด้วย.


Let's block ads! (Why?)


September 22, 2020 at 06:09AM
https://ift.tt/3ciCTLQ

"ส.ส.เพชรภูมิ" จัดสัมมนาส่งเสริม “ธนาคารน้ำใต้ดิน-พลังงานทดแทน-เชื้อเพลิงชีวมวล” - ผู้จัดการออนไลน์
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Thursday, September 17, 2020

'สตรีกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน' - กรุงเทพธุรกิจ

sisikbiri.blogspot.com

18 กันยายน 2563 | โดย ณัฐภาณุ นพคุณ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ Twitter @NatapanuN

10

กระทรวงการต่างประเทศได้จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “สตรีกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ต่อบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

ท่านผู้อ่านคงคุ้นเคยกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals หลักที่ 5 (บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน) ซึ่งในระหว่างที่ประเทศไทยมีความพยายามและผลักดันการบรรลุเป้าหมายนี้ ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความรับรู้ภายในประเทศอยู่เป็นประจำ

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2563 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “สตรีกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ต่อบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ และเป็นเวทีถกแถลงถึงอุปสรรคและแนวทางในการปลดล็อกเงื่อนไขที่กีดกันไม่ให้ผู้หญิงสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่

ผู้เสวนาในกิจกรรมนี้ ประกอบด้วยสตรีจากหลากหลายวงการ ได้แก่ นางสิรินยา เบอร์บริดจ์ บิชอพ นางแบบชื่อดังและนักรณรงค์ด้านสิทธิสตรีและการต่อต้านความรุนแรงต่อสตรี นางสาว ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมการนโยบายสตรี นาวาโทหญิง ญาดา เทียมทิพย์ เจ้าหน้าที่ทหารหญิงที่เคยร่วมปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ นางสาวอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด และนางวิศัลย์สิริ ตันตระกูล ประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพฯ

พร้อมกันนี้ มีนางสาวธันยชนก มูลนิลตา Miss Thailand World ปี2558 ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็น Friend of UNDP คนแรกของประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยประชาชนทั่วไป ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง และมีผู้รับฟังการเสวนาผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook live ของวิทยุสราญรมย์อีกกว่า 6,000 คน

ทั้งนี้ กิจกรรมเสวนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ต่อบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ รวมถึงเป็นการเปิดเวทีเพื่อถกแถลงถึงอุปสรรคและแนวทางในการปลดล็อกเงื่อนไขที่กีดกันไม่ให้ผู้หญิงสามารถแสดงศักยภาพของผู้หญิงออกมา ได้อย่างเต็มที่

ในช่วงการเสวนา ผู้เสวนาเห็นร่วมกันว่า ผู้หญิงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญในการสร้าง ความเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องจากประชากรโลกประมาณ 50% เป็นประชากรเพศหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรลุเป้าหมายหลักที่ 5 ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาพรวม การส่งเสริมศักยภาพของสตรีเป็นเรื่องของเจตคติ และการสร้างความตระหนักรู้ของสังคมในภาพรวม ทั้งหญิงและชาย ตลอดจนในบริบทของครอบครัวและที่ทำงาน

นี่เป็นการสะท้อนว่า ภาครัฐก็มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนวาระเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศและการเสริมสร้างพลังสตรีให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมความก้าวหน้าของสตรีและความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

Let's block ads! (Why?)


September 18, 2020 at 08:40AM
https://ift.tt/3cdMBz1

'สตรีกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน' - กรุงเทพธุรกิจ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Friday, September 11, 2020

ปศุสัตว์ยโสธรลงพื้นที่ชุมชนคนรักควายเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ควายไทย - สยามรัฐ

sisikbiri.blogspot.com

(วานนี้) ที่บ้านหนองเมืองกลาง หมู่ที่ 21 ตำบลกุดชุม อำเภอกุดชุม นายสัตวแพทย์ ชาติชาย ยิ้มเครือ ปศุสัตว์จังหวัดยโสธร พร้อมด้วยนายสฤษดิ์ ขจรสมบัติ ผู้แทนปศุสัตว์อำเภอกุดชุม นายนวลมณี กงพูล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมกลุ่มอนุรักษ์ควายไทย ที่ได้รับการส่งเสริมให้แม่ควายสายพันธุ์ดี รายละ 2 ตัว รวม 8 ราย ตั้งแต่ปี 2558 เพื่อนำมาผสมกับพ่อพันธุ์ประจำกลุ่ม และขยายพันธุ์ เพิ่มผลผลิตควาย

โดยในปัจจุบันมีควายไทยสายพันธุ์ดีในกลุ่มประมาณ 50 ตัว ซึ่งควายบางตัวมีลักษณะที่ดีตามตำราพญาควายไทย ซึ่งทางกลุ่มอนุรักษ์ควายไทย มีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์ควายของจังหวัดยโสธรไม่ให้สูญพันธุ์ เพราะฉะนั้นทางเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดยโสธร จึงได้มาตรวจสุขภาพควายพร้อมฉีดวัคซีนป้องกันโรคถ่ายพยาธิ และมอบวิตามินแร่ธาตุให้

ทั้งนี้ จากสถิติควายไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมในปี 2548 มีควายในประเทศประมาณ 1 ล้าน 6 แสนตัว ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 700,000 ตัว สาเหตุจากมีการใช้เครื่องจักรกลไถนาแทนการใช้แรงงานควาย ทำให้อัตราการเกิดของลูกควายต่ำลง และสำหรับ จังหวัดยโสธร มีควาย 32,073 ตัว เกษตรกร 6,109 ราย

Let's block ads! (Why?)


September 12, 2020 at 07:35AM
https://ift.tt/3hnTCyj

ปศุสัตว์ยโสธรลงพื้นที่ชุมชนคนรักควายเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ควายไทย - สยามรัฐ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Thursday, September 10, 2020

เทศกาลอาหาร 'สตรีทฟู้ด' เมืองปทุม - กรุงเทพธุรกิจ

sisikbiri.blogspot.com

11 กันยายน 2563

28

เดินหน้าใช้การท่องเที่ยวเชิงอาหารกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากชุมชน กับงาน ‘อัศจรรย์อาหาร อลังการปทุมธานี’ เทศกาลที่รวมของอร่อยขึ้นชื่อ และ "สตรีทฟู้ด" เมืองปทุมไว้ในงานเดียว

อัศจรรย์อาหาร อลังการปทุมธานี เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 2327 กันยายนนี้ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดปทุมธานี (หลังเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี นำเสนอทั้งอาหารนานาชนิด เช่น สตรีทฟู้ด (Street Food) อาหารดั้งเดิมของชนชาติไทย มอญ อิสลาม จีน อาหารพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อประจำจังหวัด ผสมผสานวัฒนธรรมประเพณี และเส้นทางการท่องเที่ยวในจังหวัดปทุมธานี

โดยจัดในรูปแบบการท่องเที่ยววิถีใหม่ New Normal หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว รวมทั้งนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อสอดรับกับนโยบาย Smart Tourism และการเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ของจังหวัดปทุมธานี

สิทธิชัย สวัสดิ์แสน ปลัดจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า “นโยบายสำคัญของการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่สามารถสร้างประสบการณ์ทางการท่องเที่ยว และมีความสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดนักท่องเที่ยวในอนาคต โดยเป็นสินค้าและบริการที่มีโอกาสและศักยภาพสูง นำมาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผ่านการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารร่วมกับการพัฒนากรรมวิธีการผลิตของภาคเกษตร โดยมุ่งเน้นประสบการณ์สัมผัสบรรยากาศและวัฒนธรรมท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและอาหารเพื่อสุขภาพ”

1599784580100

159978457932

ปทุมธานี เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ปริมณฑลติดกับกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา มีศักยภาพความหลากหลายของทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ มีการผสมผสานกันทั้งการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิงวัฒนธรรม เชิงเกษตรและวิถีชีวิตพื้นถิ่นที่เรียบง่าย

ตลอดจนมีประเพณี วัฒนธรรม และอาหารการกินที่ผสมผสานเป็นเอกลักษณ์ของหลากหลายชาติพันธุ์ และจากคำขวัญของจังหวัดปทุมธานีที่กล่าวว่า “ถิ่นบัวหลวง เมืองรวงข้าว เชื้อชาวมอญ นครธรรมะ พระตำหนักรวมใจ สดใสเจ้าพระยา ก้าวหน้าอุตสาหกรรม”

ซึ่ง ‘ข้าว และบัว ยังมีความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดและมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบสานต่อคนรุ่นหลัง และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้มาเยือนและร่วมงานเทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารจังหวัดปทุมธานี (Gastronomy Tourism) ‘อัศจรรย์อาหาร อลังการปทุมธานีซึ่งจะรวบรวมไว้ทั้งอาหารนานาชนิดที่ขึ้นชื่อ แหล่งท่องเที่ยว และวัฒนธรรมประเพณีของจังหวัดปทุมธานี ภายในงานเดียว

159978457876

159978457938

โดยจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัด รวมทั้งยกระดับมาตรฐานอาหารไทยจากระดับชุมชนสู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

“งานครั้งนี้จะเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และดึงดูดความสนใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับประชาชนในจังหวัดปทุมธานีอย่างเป็นรูปธรรม”
สิทธิชัย กล่าวทิ้งท้าย

159978457887

Let's block ads! (Why?)


September 11, 2020 at 08:30AM
https://ift.tt/3bQs8A7

เทศกาลอาหาร 'สตรีทฟู้ด' เมืองปทุม - กรุงเทพธุรกิจ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 100 ล้านบาท - ฐานเศรษฐกิจ

sisikbiri.blogspot.com

“กฟผ.” ร่วมกับ “ททท.” เสริมความเข้มแข็งชุมชนผ่านการท่องเที่ยว สนับสนุนสินค้าชุมชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก บรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ “โควิด-19”

นายวิบูลย์  ฤกษ์ศิระทัย  ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ “กฟผ.” เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ “ททท.” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากภายใต้แนวคิด“พลังงานสร้างไทย กฟผ. สร้างพลังชุมชน” โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข็มแข็งให้ชุมชนผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนรอบเขตเขื่อนและโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้  เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนจากการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าชุมชน ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด และในปีนี้ กฟผ. จะจัดทริปนำร่องเส้นทางท่องเที่ยวใน 4 เส้นทาง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก, เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ ใน จ.กาญจนบุรี และโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา ควบคู่กับการจัดหาช่องทางจำหน่ายสินค้าชุมชนทั้งในส่วนของร้านค้าภายในเขตเขื่อน โรงไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตลาดนัดสินค้าชุมชนในพื้นที่ กฟผ. สำนักงานใหญ่ นำชุมชนร่วมจัดแสดงสินค้ากับเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงช่องทางออนไลน์ในกลุ่มบนเฟสบุ๊ก (Facebook) ที่มีชื่อว่า “ตลาดนัดเอนจี้ ของดีทั่วไทย” โดยมีจิตอาสา กฟผ. คอยดูแลช่วยเหลือชุมชนในการโพสต์สินค้าให้น่าสนใจ ช่องทางการจัดส่งสินค้า กฎหมายการค้าขายออนไลน์ จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นยอดขาย ตลอดจนการจัดเวที EGAT Guru Talk “ขายไฟแลบ” สอนเทคนิคการเพิ่มยอดขายในตลาดออนไลน์แก่ชุมชนต่าง ๆ โดยกูรูผู้เชี่ยวชาญ อาทิ

โค้ชหมี คุณเดชา วัฒนสุพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคการขายออนไลน์ คุณปาณพล จันทรสุกรี ผู้ก่อตั้งจุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส คุณสมศักดิ์ บุญคำ ผู้เชี่ยวชาญการตลาดด้านการพัฒนาชุมชน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการจ้างแรงงานงานในพื้นที่และสร้างมูลค่าเพิ่มต่อชุมชนผ่านร้านกาแฟคุณสายชลที่ตั้งอยู่ในเขตเขื่อน โรงไฟฟ้า พร้อมทั้งนำเมล็ดกาแฟของชุมชนรอบ กฟผ. และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มาจำหน่าย ซึ่งในวันนี้ยังเป็นวันแรกที่เปิดให้บริการร้านกาแฟคุณสายชล ณ กฟผ. สำนักงานใหญ่ อีกด้วย ทั้งนี้ คาดว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวรอบโรงไฟฟ้าและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านช่องทางต่าง ๆ จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด


“การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 (Covid-19) ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ซึ่ง กฟผ. พร้อมเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะร่วมช่วยเหลือประชาชน”

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมของ “โครงการพลังงานสร้างไทย กฟผ. สร้างพลังชุมชน” ททท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว จะร่วมประชาสัมพันธ์โครงการ ฯ และกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ด้าน กฟผ. ก็มีฐานทรัพยากรที่ทรงคุณค่ามากมาย สามารถนำมาสร้างสรรค์และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม พร้อมยังสามารถกระจายประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นใกล้เคียงบริเวณเขื่อนและโรงไฟฟ้า เป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ เช่น

การเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น การนำสินค้าที่เป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านมาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว จะช่วยให้ชุมชนได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง นับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน โดย ททท. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมสร้างการรับรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในมิติการท่องเที่ยวชุมชนมากขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาสินค้าสินค้าท่องเที่ยวชุมชนให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย คาดว่าการดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกันนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป 


Let's block ads! (Why?)


September 10, 2020 at 05:20PM
https://ift.tt/3jZPvKq

ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 100 ล้านบาท - ฐานเศรษฐกิจ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

อัพเดทเทรนด์อาหารและสมุนไพร ดูแลสุขภาพ รับ New Normal - หนังสือพิมพ์แนวหน้า

sisikbiri.blogspot.com

วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชมรมโภชนวิทยามหิดล ร่วมกับ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดอบรม “การส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร” รุ่น 3 เข้มข้นกว่าเดิมด้วยวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ พร้อม Updateการดูแลสุขภาพใหม่ๆ รับNew Normal

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้คนเรามีความตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพและปรับตัวรับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) กันมากขึ้น อาหารโภชนาการและสมุนไพรได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ และช่วยชะลอวัย หากเราสามารถนำหลักโภชนาการที่ถูกต้องมาใช้และรู้จักนำสมุนไพรมาใช้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้คนเรามีสุขภาพที่ดี มีอายุยืนยาว ป้องกันความแก่ก่อนวัย และอยู่อย่างมีความสุขรับยุค New Normal

ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า การชะลอวัย (Anti-Aging) ไม่ใช่แค่ช่วยให้มีอายุยืนยาว หรือช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ที่เป็นความชราภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการป้องกันความชราภายใน หรือการชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย และป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกายที่นำไปสู่การเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดผิดปกติ โรคเบาหวาน มะเร็ง เป็นต้น จะเห็นว่า ทุกวันนี้อาหาร โภชนาการและสมุนไพร ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและช่วยชะลอวัยหากเราสามารถนำหลักโภชนาการที่ถูกต้องมาใช้และรู้จักนำสมุนไพรมาใช้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้คนเรามีสุขภาพที่ดี มีอายุยืนยาว ป้องกันความแก่ก่อนวัย และอยู่อย่างมีความสุข

เพื่อส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหารโภชนาการและสมุนไพร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ร่วมกับ ชมรมโภชนวิทยามหิดล ได้จัด “โครงการอบรมความรู้การส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร ครั้งที่ 3/2563” (Certificate Program in Food, Nutrition and Herb for Health Promotion and Anti-Aging) ให้แก่บุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผู้ที่ทำงานด้านอาหารและโภชนาการ รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป เต็มอิ่มกับการถ่ายทอดความรู้ผ่านวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับประเทศที่เข้มข้นด้วยเนื้อหาเชิงลึกด้านอาหารและโภชนาการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยโดยมุ่งเน้นให้คุณสามารถนำหลักโภชนาการที่ถูกต้องมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการบริโภคอาหารและสมุนไพรอย่างเหมาะสมเพื่อเสริมสร้างการมีสุขภาพที่ดี แถมยังช่วยชะลอวัยและมีความสุขกับการใช้ชีวิตในทุกวันยุค New Normal ได้แก่ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์, รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, รศ.ดร.เรวดีจงสุวัฒน์, ผศ.ดร.เอกราชบำรุงพืชน์, ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ,อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช, รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า, อ.อรุณศรีตั้งวงศ์วิวัฒนา และ พล ตัณฑเสถียรโดยจัดอบรมวันเสาร์-อาทิตย์2 ครั้ง (4 วัน) คือวันที่ 21-22 และ 28-29 พฤศจิกายน 2563 ณ โรงแรมรามาดา เจ้าพระยา ปาร์ค รัชดา และห้องปฏิบัติการอาหาร ภาควิชาโภชนวิทยาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดลโดยผู้อบรมจะได้รับประกาศนียบัตรCertificate Program inFood, Nutrition and Herbfor Health Promotion and Anti-Aging

ผู้สนใจสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ (รับจำนวนจำกัด) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ชัยวัฒน์ โทร.086-3100047/อรุณี โทร.085-8240222 Email: nutritionseminar2019@gmail.com หรือ https://ift.tt/2RdgZA7

Let's block ads! (Why?)


September 11, 2020 at 06:00AM
https://ift.tt/32jmaVk

อัพเดทเทรนด์อาหารและสมุนไพร ดูแลสุขภาพ รับ New Normal - หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Wednesday, September 9, 2020

การแอบอ้างชื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน - ฐานเศรษฐกิจ

sisikbiri.blogspot.com

[unable to retrieve full-text content]

การแอบอ้างชื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  ฐานเศรษฐกิจ
September 10, 2020 at 08:10AM
https://ift.tt/3h9F5Go

การแอบอ้างชื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน - ฐานเศรษฐกิจ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Sunday, September 6, 2020

บีโอไอชวนอัพเกรดพนักงานเว้นภาษี100%ล่อใจ - ไทยโพสต์

sisikbiri.blogspot.com

7 ก.ค. 2563 นายเศกสรรค์ เรืองโวหาร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าบีโอไอได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการอบรมพนักงานและมีส่วนร่วมในการพัฒนานักศึกษาก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการจัดตั้งสถานฝึกฝนวิชาชีพ/สถาบันการศึกษาในสาขาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรม ระดับสูง โดยได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้ 1.มาตรการสนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากร ให้ผู้ประกอบการนำเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรไปรวมคำนวณในวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยไม่กำหนดเงื่อนไขค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 2.มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงโดยภาคเอกชน

ทั้งนี้ผู้ประกอบการ ที่ดำเนินธุรกิจอื่นซึ่งไม่ใช่สถาบันการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม หากลงทุนจัดตั้งสถานศึกษา หรือสถานฝึกฝนอาชีพ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรม ระดับสูง และได้รับการเห็นชอบจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปีในวงเงิน 100% ของเงินลงทุนที่ใช้ในการตั้งสถาบันการศึกษาส่วนสถาบันการศึกษาที่ตั้งขึ้น จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดการยื่นขอรับการส่งเสริมฯ ภายในสิ้นปี 2564

"การส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในปัจจุบันจะมุ่งเน้นการลงทุนที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสูงให้แก่ประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นพื้นฐาน ไม่ใช่การลงทุนที่ใช้แรงงานราคาถูกเหมือนในอดีต ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างบุคลากรเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายดังกล่าว” นายเศกสรรค์กล่าว

นอกจากนี้ บีโอไอยังได้เตียมจัดสัมมนาออนไลน์ (Webinar) เรื่อง “พลังขับเคลื่อน SMART Human Resource Development” กำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. 2563 เวลา 9.30 – 11.45 น. โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมการอภิปรายในงานสัมมนาครั้งนี้ จะเผยเคล็ดลับความสำเร็จในการยกระดับบุคลากรของภาคธุรกิจโดยการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา สิทธิประโยชน์จากบีโอไอในกิจการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการบอกเล่าประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่ขอส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ

Let's block ads! (Why?)


September 07, 2020 at 08:13AM
https://ift.tt/3jX19G5

บีโอไอชวนอัพเกรดพนักงานเว้นภาษี100%ล่อใจ - ไทยโพสต์
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Saturday, September 5, 2020

"OTOP ทั่วไทยสุขใจ @ เมืองเก่าสงขลา ครั้งที่ 2" วันแรกคึกคัก - สยามรัฐ

sisikbiri.blogspot.com

“OTOP ทั่วไทยสุขใจ @ เมืองเก่าสงขลา"คึกคัก ชาวสงขลาแห่เที่ยวมา ชม ชิม ช๊อฟ กันเป็นจำนวนมาก โดยยกขบวนสินค้า OTOP กว่า 200 บูธ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มช่องทางการตลาดเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในระบบฐานราก ระหว่างวันที่ 5-13 กันยายน 2563 ท่ามกลางการคัดกรองอย่างเข้มงวดบริเวณประตูทางเข้างาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โดมลานหน้าพิพิธภัณฑ์สงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน “OTOP ทั่วไทย สุขใจ @ เมืองเก่าสงขลา”ครั้งที่ 2 โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสงขลา ร่วมกับเครือข่าย OTOP อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา และเทศบาลนครสงขลา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-13 กันยายน 2563มีประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงให้ความสนใจมา ชม ชิม ช๊อฟ กันเป็นจำนวนมาก วันนี้เป็นวันแรกของงานในโดมจัดงานเต็มไปด้วยประชาชนที่เข้ามาเที่ยวงานเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางการคัดกรองอย่างเข้มงวดบริเวณประตูทางเข้างาน มี อสม.ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ใช้เจลแอลกอฮอร์ล้างมือทุกคน ที่ผ่านประตูเข้าไปเที่ยวภายในโดมจัดงานทั้งเด็กและผู้ใหญ่

การจัดงาน “OTOP ทั่วไทย สุขใจ @ เมืองเก่าสงขลา” เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายส่งเสริมพื้นที่ตลาดใหม่ ขยายพื้นที่ตลาดเดิมให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการ SMEs จากจังหวัดสงขลาและจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีและสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดสงขลา

ภายในงานมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP สินค้า SMEs อาหารชวนชิมจากจังหวัดสงขลาและทั่วประเทศ จำนวนกว่า 200 บูท ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ใช้เงินผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรม สมทบเงินเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยไม่ใช้เงินงบประมาณทางราชการแต่อย่างใด ภายใต้การนำของคณะกรรมการเครือข่าย OTOP อำเภอเมืองจังหวัดสงขลาและได้รับการสนับสนุนความร่วมมือจากเทศบาลนครสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ภาคีเครือข่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานในการส่งเสริมสนับสนุนและกำกับดูแล

การจัดงานในครั้งนี้จะเป็นอีกช่องทางให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น ประชาชนชาวสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงสามารถเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพในราคายุติธรรม อีกทั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจและการลงทุนให้กับจังหวัดสงขลาอีกด้วย

Let's block ads! (Why?)


September 06, 2020 at 08:15AM
https://ift.tt/3ia2yIY

"OTOP ทั่วไทยสุขใจ @ เมืองเก่าสงขลา ครั้งที่ 2" วันแรกคึกคัก - สยามรัฐ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Friday, September 4, 2020

'นิตยา จันชัยภูมิ' ครูบัญชีอาสาดีเด่น ส่งเสริมทำบัญชีให้สมาชิกสหกรณ์ - เดลีนีวส์

sisikbiri.blogspot.com

นิตยา จันชัยภูมิ ครูบัญชีดีเด่น ระดับภาค ประจำปี 2561 และผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด เผยเคล็ดลับการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทำบัญชีต้นทุนอย่างยั่งยืน ภายใต้กลไกการเข้าถึง เข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรเห็นภาพชัดเจน รวมทั้งเห็นถึงความสำคัญของการทำบัญชีว่าสามารถส่งผลให้เกิดความสำเร็จในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนแท้จริง

นางนิตยา จันชัยภูมิ กล่าวว่า ด้วยบทบาทหน้าที่เป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด ทำให้ทราบว่าในอดีตที่ผ่านมา สมาชิกสหกรณ์หลายคนล้วนต้องประสบกับปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบมาโดยตลอด ทำให้มีต้นทุนในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพที่สูง อันเป็นผลมาจากมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ด้วยเหตุนี้ตนจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ โดยเฉพาะสมาชิกที่มีภาระหนี้สินต่าง ๆ ทดลองการจดบันทึกบัญชีเพื่อดูการใช้จ่ายในเบื้องต้น เพื่อหาทางแก้ไขปัญหารายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยให้คำแนะนำในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือลดต้นทุนการผลิตที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน

โดยหลังจากนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้วิเคราะห์ทำให้เกษตรกรเห็นถึงประโยชน์ของการบันทึกบัญชี
ที่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้ และหาวิธีที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น ส่งเสริมให้นำสินค้าทางการเกษตรไปวางขายในร้านค้าของสหกรณ์ เป็นต้น ซึ่งจากการส่งเสริมให้สมาชิกมีการจัดทำบัญชีอย่างจริงจัง ส่งผลให้สมาชิกสามารถชำระหนี้ค้างได้ถึง 90% รวมทั้งยังนำข้อมูลทางบัญชีไปปรับใช้กับการดำเนินงานของสหกรณ์ ด้วยการนำมาเป็นฐานข้อมูลของสหกรณ์ เพื่อใช้ในการวางแผนการจัดซื้อสินค้าที่เป็นต้นทุนการเกษตร จัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อสมาชิกเข้ามาจำหน่ายยังสหกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกสหกรณ์ อาทิ สหกรณ์ได้มีการซื้อปุ๋ยมาผสมเองและขายให้สมาชิกในราคาถูก โดยสหกรณ์จะมีเครื่องตรวจวิเคราะห์ดินที่สมาชิกสามารถนำดินตัวอย่าง มาวิเคราะห์ว่าสภาพดินในพื้นที่ทำเกษตรของตัวเองเป็นอย่างไร ควรใช้ปุ๋ยสูตรไหน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้

อย่างไรก็ตาม จากการที่สหกรณ์ให้ความสำคัญกับสมาชิกในเรื่องของการส่งเสริมการทำบัญชีและทำให้สมาชิกสามารถลดหนี้คงค้างได้นั้น นับเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก ทำให้สมาชิกเกิดการยอมรับ มีความรักความสามัคคี ทั้งคณะกรรมการดำเนินงาน และสมาชิกให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังมีแนวทางดำเนินงานโดยนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) มาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ของสหกรณ์ฯ และข้อมูลของตนเองได้ ผ่านนวัตกรรมใหม่ ๆ ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ อย่าง Smart 4M เป็นต้น

ปัจจุบัน นอกจากครูนิตยาจะเป็นผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองหญ้าไซ จำกัด แล้ว ยังมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นครูบัญชีอาสา ที่เป็นตัวแทนกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนแนะ
การจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรและเยาวชนในพื้นที่อีกด้วย อีกทั้งในปัจจุบัน ยังได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในเจ้าของแปลงสาธิตในโครงการ โคก หนอง นา โมเดล ซึ่งมีการทำเกษตรผสมผสาน จากการได้ลงมือทำในโครงการดังกล่าวและนำเรื่องการทำบัญชีเข้ามาใช้ ทำให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก เพียง 1 ปี ก็สามารถสร้างรายได้และคืนทุนจากการลงทุนไปทั้งหมด ทั้งการปลูกพืช ขุดสระน้ำ และเลี้ยงปลา เป็นต้น ซึ่งเป็นผลมาจากการนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์และวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม 

“จากการทำแปลงสาธิตโครงการ โคก หนอง นา โมเดล แล้วนำข้อมูลจากการทำบัญชีเข้าไปวางแผน
การบริหารต้นทุนการใช้จ่าย เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดีถึงความสำคัญของการทำบัญชี และในฐานะที่เป็น
ครูบัญชีอาสา ก็ได้นำความรู้ดังกล่าวจากแปลงต้นแบบที่ตนทำแล้วประสบความสำเร็จ ไปแนะนำให้เกษตรกรที่อยู่ในโครงการดังกล่าว รวมถึงเกษตรกรอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ได้นำไปปรับใช้ โดยใช้กลไกการเข้าถึง เข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรเห็นภาพชัดเจน” นางนิตยา  จันชัยภูมิ กล่าว.   

Let's block ads! (Why?)


September 05, 2020 at 09:00AM
https://ift.tt/2Z9wflF

'นิตยา จันชัยภูมิ' ครูบัญชีอาสาดีเด่น ส่งเสริมทำบัญชีให้สมาชิกสหกรณ์ - เดลีนีวส์
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

หนุนเอสเอ็มอีใช้ดิจิทัล “ดีป้า” หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน - ไทยรัฐ

sisikbiri.blogspot.com

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า ดีป้าเดินหน้าสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทย ยกระดับการบริหารจัดการภายในองค์กร ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยอดขายด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยผู้ให้บริการดิจิทัล (Digital Provider) ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานฯ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และหากดำเนินการครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 18 ล้านบาท

สำหรับโครงการที่ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีระบบ ERP และ MRP จำนวน 4 โครงการ อาทิ โครงการแอปพลิเคชันส่งเสริมโรงงานน้ำพริกในยุคดิจิทัล โดยบริษัท โกลเด้น พีค โฮมฟูด จำกัด โครงการที่ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีระบบ IoT จำนวน 5 โครงการ อาทิ โครงการระบบรดน้ำสวนทุเรียนอัจฉริยะ โดยบริษัท เฟม เฮ้าส์ จำกัด 2.โครงการฟาร์มไก่เบตงอัจฉริยะ โดยบริษัท ไก่โต้งเบตงยะลา จำกัด โครงการที่ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีระบบ E-commerce จำนวน 3 โครงการ อาทิ โครงการเรียนรู้ประสบการณ์ทำร่มพื้นบ้าน โดย บริษัท ศูนย์ทำร่ม (1978) จำกัด และโครงการที่ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีระบบ POS จำนวน 2 โครงการ อาทิ โครงการระบบควบคุมและโปรแกรมอัจฉริยะสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ โดยบริษัท กู๊ดฟู้ดส์ คอร์ปเปอเรชั่น จำกัด เป็นต้น.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)


September 05, 2020 at 07:01AM
https://ift.tt/2GxOIlB

หนุนเอสเอ็มอีใช้ดิจิทัล “ดีป้า” หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน - ไทยรัฐ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Wednesday, September 2, 2020

“วีระ”อดีตรมว.วัฒนธรรม เสนอปฏิรูปประเทศด้วยวัฒนธรรม 3 ด้าน - สยามรัฐ

sisikbiri.blogspot.com

วันนี้วัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องของคนแก่ ไม่เชย ไม่ใช่แค่การอนุรักษ์โบราณสถาน แต่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ สร้างรายได้ความมั่งคั่งให้ประเทศ
เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 63 ที่ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดประชุมประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ประธานอนุกรรมการด้านวัฒนธรรม อดีตรมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นพลวัตและเครื่องมือหล่อหลอมคนในสังคม ย่อมมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาได้ตลอดเวลา วันนี้วัฒนธรรมจึงไม่ใช่เรื่องคนแก่ ไม่เชย และไม่ใช่แค่การอนุรักษ์โบราณสถานอีกต่อไป แต่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถสร้างรายได้และความมั่งคั่งให้ประเทศ สร้างความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับนานาชาติ และสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก ทั้งนี้คณะอนุกรรมการด้านวัฒนธรรมมีการหารือและสรุปประเด็นเป้าหมายเพื่อเสนอการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม 3 ด้าน ดังนี้

1.การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมของการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และสันติสุข โดยจะมีการผลักดันการสร้างสังคมคุณธรรมที่มีอัตลักษณ์ค่านิยมไทย และเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อนานาประเทศด้วยสื่อที่ทันสมัยและเข้าถึงทุกช่วงวัย รวมทั้งให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนการส่งเสริมคุณธรรม รูปแบบ “พลังบวร” ซึ่งเป็นความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน ศาสนสถาน และโรงเรียน หรือสถานที่ราชการ นอกจากนี้จะส่งเสริมประชาชนให้มีจิตสำนึกต่อสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ตลอดจนเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเป็นวาระแห่งชาติ จะผลักดันให้คนไทยทุกระดับมีความพอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และจะเพิ่มเติมการส่งเสริมความกตัญญูรู้คุณด้วย
2.การเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งในและนอกระบบการศึกษา จะมีการส่งเสริมการบูรณาการและสร้างกลไกการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม ในระบบการศึกษาทุกช่วงชั้น ส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ทุกประเภท ทั้งในส่วนของรัฐและเอกชน ส่งเสริมการเรียนรู้สื่อทุกประเภท จัดให้มีศูนย์ความรู้ระดับชาติ และส่วนภูมิภาคอย่างกว้างขวาง รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือและโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม
นายวีระ กล่าวอีกว่า 3.การนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในลักษณะอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมแบบครบวงจร ได้แก่ อาหาร ภาพยนตร์ แฟชั่น งานเทศกาล และมวยไทย อีกทั้งส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในอาเซียนและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่มีศักยภาพเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกด้วย

Let's block ads! (Why?)


September 03, 2020 at 07:26AM
https://ift.tt/31Penym

“วีระ”อดีตรมว.วัฒนธรรม เสนอปฏิรูปประเทศด้วยวัฒนธรรม 3 ด้าน - สยามรัฐ
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog

Tuesday, September 1, 2020

บีโอไอหนุนไทยฐานผลิตอุตสาหกรรมการแพทย์ - บ้านเมือง

sisikbiri.blogspot.com

วันพุธ ที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2563, 07.05 น.

บีโอไอหนุนไทยฐานผลิตอุตสาหกรรมการแพทย์

บีโอไอ สนับสนุนไทยเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมการแพทย์ อนุมัติลงทุนตามมาตรการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ กว่า 40 โครงการ มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมไฟเขียวโครงการร่วมลงทุน ไทย-เกาหลีวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง มูลค่าลงทุนกว่า 400 ล้านบาท

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยว่า บีโอไอมุ่งส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้มีมาตรการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ ที่สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นขอรับการส่งเสริมเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมและอยู่ในเกณฑ์ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามมาตรการนี้ จำนวน 50 โครงการ โดยบีโอไอได้อนุมัติไปแล้ว 42 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวม 11,999.5 ล้านบาท

สำหรับโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริม ส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์และชิ้นส่วน ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อรองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศในอนาคต เช่น กิจการผลิตหน้ากากอนามัย กิจการผลิตถุงมือยาง นอกจากนี้ยังมีกิจการผลิต Non-Woven Fabric เช่น Spunbond หรือ Melt blown ที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์

ตัวอย่างบริษัทที่น่าสนใจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการนี้ ได้แก่ บริษัท แอปสลาเจน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด (สัญชาติไทย) และบริษัท HAASE INVESTMENT (สัญชาติเยอรมัน) เพื่อวิจัยพัฒนาหรือผลิตตัวทำปฏิกิริยาชีวภาพในการตรวจวินิจฉัย (BIOLOGICAL REAGENTS) และสารละลายผสมที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัย (MASTERMIXES) ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำไปใช้ในการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลหรือใช้ในการตรวจหาสารพันธุกรรม ของไวรัส ด้วยวิธี RT – PCR โดยมีมูลค่าลงทุน 9 ล้านบาท มีที่ตั้งโครงการที่จังหวัดนนทบุรี

นอกจากนี้ บีโอไอยังได้อนุมัติโครงการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมการแพทย์ ของบริษัท คินเจน ไบโอเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท คินเจน โฮลดิ้งส์ จำกัด (สัญชาติไทย) กับบริษัท เจเนไซน์ อิงค์ จำกัด (สัญชาติเกาหลีใต้) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยนำจุลินทรีย์มาผลิตสารออกฤทธิ์ชีวภาพที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาชีววัตถุที่จะมาทดแทนยาเคมี มูลค่าการลงทุนกว่า 400 ล้านบาท

สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการวิจัยและผลิตสารออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงจากประเทศเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนาต่อยอดกระบวนการผลิตให้กับโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ (NATIONAL BIOPHARMACEUTICAL FACILITY, NBF) ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยบริษัทได้เสนอแผนความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่มหาวิทยาลัยอีกด้วย

Let's block ads! (Why?)


September 02, 2020 at 07:05AM
https://ift.tt/31RdXHU

บีโอไอหนุนไทยฐานผลิตอุตสาหกรรมการแพทย์ - บ้านเมือง
https://ift.tt/36HR5eA
Home To Blog